วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการปฏิรูปการเรียนการสอนในสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปสังเกตการณ์ การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง การปฏิรูปอุดมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา : แนวทางสำหรับประเทศไทย ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 และพบว่า เป็นการประชุมโต๊ะกลมที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับทั้งผู้ที่อยู่และไม่อยู่ในวงการอุดมศึกษา แต่มีความห่วงใยในแนวทางการปฏิรูปการเรียนการสอนในสังคมไทย และยังเป็นการเสวนา ทางวิชาการที่น่าสนใจและชวนติดตามมากตั้งแต่ต้นจนจบเช่นกัน ผู้เขียนจึงได้รวบรวมข้อมูล เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่าย World Wide Web หรือ การเรียนการสอนแบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ มาเสนอทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์LearnOnline ของ สบวท. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้ย่อและตัดตอนมาจากฉบับเต็มของเอกสารรายงาน การวิจัยที่จัดทำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ชูเวช ชาญสง่าเวช ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นข้อมูลไปใช้ประกอบการจัดทำแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทยต่อไป

ระบบอุดมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา

ลักษณะเฉพาะตัวของระบบอุดมศึกษาในสหรัฐที่ทำให้แตกต่างจากประเทศอื่น คือ เป็นระบบที่มีการกระจายอำนาจออกไปมาก และมีเครือข่ายของอำนาจความรับผิดชอบที่ซับซ้อน โดยรัฐบาลกลางเพียงแต่วางกรอบนโยบายการศึกษาอย่างกว้างๆ แล้วรับฟังเสียงจาก องค์กรพัฒนาเอกชนระดับชาติ รัฐบาลของมลรัฐต่างๆ ทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณของมลรัฐ อนุมัติการจัดตั้งและถอดถอนสถาบันอุดมศึกษา ต่างๆ และกำกับดูแลการดำเนินงานของ สถาบันอุดมศึกษาในมลรัฐนั้นๆ สถาบันอุดมศึกษาของเอกชนทั้งหมดและสถาบันของรัฐส่วนใหญ่ มีฐานะเป็นบริษัท ซึ่งทำให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายนี้มีความเป็นเอกเทศทั้งในด้านวิชาการ การบริหารจัดการ การจัดหาทุน และการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
ระบบการอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกาถือได้ว่าเป็นสมบัติที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ
ประเทศสหรัฐอเมริกา และถือเป็นระบบอุดมศึกษาที่ทั่วโลกใช้เป็นเป้าหมายเทียบเคียง
ในระยะเวลาร่วม 400 ปี นับแต่มหาวิทยาลัยแห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายหลายช่วง ปัจจุบันระบบอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกาเป็น
ธุรกิจขนาดมหึมา ซึ่งประกอบด้วยมหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญาประมาณ 2,100 แห่ง และวิทยาลัย ระดับอนุปริญญาประมาณ 1,500 แห่ง ประสาทปริญญากว่า 2 ล้านใบต่อปี และใช้จ่ายงบประมาณ 175 พันล้านดอลลาร์อเมริกัน อย่างไรก็ตามในขณะที่คริสต์สหัสวรรษที่ 3 ย่างเข้ามาถึง ระบบอุดมศึกษาอเมริกันกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งทางด้านสังคม การเมือง เทคโนโลยี และการตลาด ให้ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าสหรัฐอเมริกา จะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในลักษณะใด
การปฏิรูปอุดมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมานั้น
เกิดจากการผลักดันอย่างจริงจังเมื่อปลายทศวรรษ 1980 การปฏิรูปที่เกิดขึ้นประกอบด้วยสองส่วนใหญ่ๆ คือ การปฏิรูปการบริหารจัดการ และ การปฏิรูปวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับเปลี่ยน ด้านการเรียนการสอน

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการปฏิรูปการเรียนการสอนในสหรัฐ

แนวโน้มที่สำคัญอีกประการหนึ่งในเรื่องการเรียนการสอน ก็คือ การศึกษาผ่านทาง
ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ ณ สถานที่หรือเวลาใดก็ได้ที่เหมาะสมกับ ความต้องการของตน แนวทางการเรียนการสอนแบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์เช่นนี้ นิยมเรียกว่า Asynchronous Learning Networks หรือ Anywhere/Anytime Learning Networks หรือ ALN "เครือข่ายการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา" เช่นนี้ กำลังมีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในระบบอุดมศึกษา ของสหรัฐอเมริกา ดังรายงานผลการสำรวจอย่างเป็นทางการของศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ ของกระทรวงการศึกษาในปีการศึกษา 1997-98 พบว่า สถาบันอุดมศึกษาจำนวน 8% ของที่มีอยู่ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา มีหลักสูตรที่ให้ปริญญาหรือประกาศนียบัตร ด้วยการเรียนทางไกล ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้เป็นส่วนใหญ่ได้แก่ ระบบอินเทอร์เน็ต วีดิทัศน์แบบโต้ตอบสองทาง และวีดิทัศน์แบบทางเดียวที่บันทึกไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญก็คือ สถาบันที่มีหลักสูตรการศึกษาทางไกล หรือมีแผนที่จะเปิด หลักสูตรทางไกลในสามปีข้างหน้าระบุว่า จะเริ่มใช้หรือเพิ่มการใช้ระบบ อินเทอร์เน็ต และวีดิทัศน์แบบโต้ตอบสองทางมากกว่าเทคโนโลยีอื่น สำหรับสาขาวิชาที่นิยมสอนทางไกล ปรากฎว่า 70% ของสถาบันอุดมศึกษาที่มีการสอนทางไกล มีหลักสูตรทั่วไปในสาขาวิชาภาษาอังกฤษ มนุษยศาสตร์ และสังคม และพฤติกรรมศาสตร์ รองลงไปคือสาขาวิชาธุรกิจและการบริหารจัดการ ซึ่งมี 55% ของสถาบันที่สอนทางไกลทั้งหมด ส่วนใหญ่ของรายวิชาที่เปิดสอนทางไกลเหล่านี้ เป็นรายวิชาในระดับปริญญาตรี ยกเว้นในสาขาวิชาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศ ซึ่งต่างมีรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษามากกว่า ระดับปริญญาบัณฑิต ประมาณว่า
ในสหรัฐอเมริกามีนักศึกษาที่ศึกษาทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกว่า 1 ล้านคน เทียบกับนักศึกษาที่เรียนทางอื่นประมาณ 13 ล้านคน
ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาที่มีการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาจแบ่งได้ เป็นสี่ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สถาบันที่ขยายจากสถาบันแบบดั้งเดิม สถาบันการศึกษาผู้ใหญ่ที่มุ่งผลกำไร สถาบันการศึกษาทางไกลที่อิงเทคโนโลยี และสถาบันนานาชาติที่มีเครือข่ายทั่วโลก

สถาบันที่ขยายจากสถาบันแบบดั้งเดิม

สถาบันอุดมศึกษาแบบดั้งเดิมจะทำหน้าที่เป็นสถาบันแม่ที่ให้บริการหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง แก่นักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาผู้ใหญ่ที่เรียนทางไกล หลักสูตรเหล่านี้มักจะดำเนินการ
ด้วยเงินลงทุนจำนวนมากหลายล้านดอลล่าร์โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฝ่ายบริหาร
ตัวอย่างของหลักสูตรประเภทนี้ได้แก่

Web University ของ Washington State University

World Campus ของ Pennsylvania State University

Center for Learning Information ของ University of Wisconsin

CSU Institute ของ California State University

Virtual Michigan State University ของ New York University

School of Continuing Education ของ New York University

University of California–Berkeley Extension

Standford Online ของ Standford University

ข้อดี ของสถาบันในรูปแบบนี้ ก็คือ สถาบันแม่สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์
ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการศึกษาต่อเนื่อง ข้อที่อาจเป็นผลในทางลบ ก็คือ
คณาจารย์ในสถาบันแม่ จะรับเอาวิธีการการเรียนการสอนในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศเหล่านี้
ไปใช้ได้ช้ากว่าสถาบันที่ใช้รูปแบบอื่นในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเพื่อการเรียนการสอน
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า มีวิทยาลัยบริหารธุรกิจหลายแห่งที่เริ่มใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสริมการเรียนด้วยหนังสือและเอกสารที่ใช้เป็นปกติอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุน ให้กับการดำเนินการสอนก็ตาม

สถาบันการศึกษาผู้ใหญ่ที่มุ่งผลกำไร
สถาบันในรูปแบบนี้มีรายได้ทั้งหมดเกือบจะมาจากค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ที่เก็บจากนักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานเต็มเวลา ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ University of Phoenix ซึ่งเริ่มจากการเป็นสถาบันที่สอนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมแล้วเริ่มการเรียนการสอนผ่านทางระบบ คอมพิวเตอร์ออนไลน์ในปี 1989 ในปัจจุบันมีนักศึกษาถึง 68,000 คน ซึ่งรวมถึงนักศึกษา 9,500 คนที่ศึกษาทางระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ตลาดของการศึกษาผู้ใหญ่เช่นนี้ กำลังอยู่ระหว่าง การขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมหาวิทยาลัยที่เน้นการศึกษาผู้ใหญ่เพื่อผลกำไร กำลังพยายามพัฒนาไปในช่องทางนี้อย่างไม่หยุดยั้ง

สถาบันการศึกษาทางไกลที่อิงเทคโนโลยี

เทคโนโลยี World Wide Web และระบบการประชุมทางไกลผ่านทางคอมพิวเตอร์
เป็นสื่อการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับสถาบันประเภทนี้ ส่วนใหญ่เริ่มต้น จากการศึกษาทางไปรษณีย์ หรือสอนทางไกลที่ระบบสื่อสารดาวเทียม วิทยุโทรทัศน์และวีดิทัศน์ ตัวอย่างที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาได้แก่ National Technological University (NTU)
นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่จัดตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย ที่ประสาทปริญญา ซึ่งทำการเรียนการสอนผ่านระบบ World Wide Web โดยที่ไม่มีสถานที่เรียนจริงแต่อย่างใด ได้แก่ Athena University Magellan University และ Jones International University

สถาบันนานาชาติที่มีเครือข่ายทั่วโลก

มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันมิได้มีพรมแดนอีกต่อไปด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัย จำนวนมากที่ได้ใช้โอกาสที่เปิดขึ้นใหม่นี้ ขยายขอบเขตการดำเนินงานของตนไปทั่วโลก เช่น

Presidio World College for Sustainable Development อยู่ที่นครซานฟรานซิสโก ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่มีเป้าหมายที่จะเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนทั่วโลก ในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน


Global One Virtual Campus ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักพิมพ์ UOL ของสหรัฐฯ กับบริษัท Global One ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนนานาชาติ สถาบันเปิดการเรียนการสอน ผ่านทาง World Wide Web ที่มุ่งเน้นหลักสูตรโทรคมนาคมและการบริหาร โดยใช้เครือข่ายการสื่อสารและโทรคมนาคมของ Global One ซึ่งมีอยู่ในประเทศ ต่างๆ กว่า 65 ประเทศ


การขยายตัวของการเรียนการสอนผ่านทางระบบสารสนเทศที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้
มิได้หมายความว่า การเรียนรู้โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศจะมาแทนที่การเรียนการสอน
ในแบบดั้งเดิมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่จะใช้เสริมกับวิธีการเรียนแบบดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งใช้ระบบ World Wide Web ในการให้การบริการสอนเสริม หรือรับส่งงานการบ้านให้กับนักศึกษาที่อยู่ในสถาบันนั้นเอง การเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ ออนไลน์ จึงถือได้ว่าเป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งในการเรียนรู้ นอกเหนือไปจากการฟังบรรยาย หรือในการใช้สื่อการศึกษาอื่นๆ เช่น ตำรา วีดิทัศน์ และสื่อวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ จะต้องพิจารณาด้วยตนเองว่าการเรียนทางเครือข่าย คอมพิวเตอร์เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด หรือจะให้เป็นระบบที่ใช้เสริมการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม และจะใช้วิธีการใดในการนำระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ไปใช้ปฏิบัติ การวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ควรจะรวมอยู่ในการวางแผนพัฒนา ของสถาบันนั้นลงไปจนถึงระดับคณะและภาควิชา และจะต้องให้สอดคล้องกับค่านิยมในองค์กร และกำลังทางการเงินของแต่ละสถาบัน และต้องอาศัยภาวะผู้นำและการร่วมแรงร่วมใจจากคณาจารย์
ปัญหาที่สำคัญในการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอน ยังคงเป็นปัญหาเดียวกัน
กับปัญหาที่อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องประสบอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักศึกษาเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด รายงานผลของการเรียนการสอนทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่มีต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าการใช้สื่ออินเทอร์มิได้มีผล
ในทางลบต่อสัมฤทธิผลในการเรียนของนักศึกษาแต่อย่างใด และนักศึกษาที่มีความรู้สึกที่ดี ต่อการเรียนผ่านเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยี-สารสนเทศได้รับการพัฒนาต่อไป ประสิทธิภาพการเรียนรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตก็อาจจะได้รับ การปรับปรุง ให้ดีขึ้นไปอีกได้

แนวโน้มด้านการเรียนการสอนในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นพ้องกันว่า ระบบอุดมศึกษาในทศวรรษหน้าจะมีความแตกต่าง ไปจากที่ได้เป็นมาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านที่การเรียนการสอนจะได้รับการกำหนด ให้เหมาะกับความต้องการของผู้รับบริการทั้งจากผู้เรียนและบริษัทผู้ว่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของ เนื้อหาการเรียนการสอนและวิธีการที่ใช้สื่อการเรียนการสอน สถาบันอุดมศึกษา จะต้องแข่งขันกันให้บริการการศึกษาต่อผู้เรียน ซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นที่จะต้องได้รับ
การศึกษาอบรมและพัฒนาความรู้ให้ทันสมัยตลอดชีวิตการทำงาน การแข่งขันที่มีมากขึ้นนี้
มีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เนื่องจากจะมีโอกาสเลือกสถาบันการศึกษาและวิธีการเรียน ได้มากขึ้นในราคาที่เหมาะสมตรงกับความต้องการ และมีความสะดวกทั้งในด้านของเวลาและสถานที่ เรียน
แนวโน้มที่คาดว่าสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาไปในทศวรรษหน้า
อาจสรุปได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้

สถาบันอุดมศึกษาจะมีจำนวนลดลงจากเมื่อสิบปีที่แล้ว ในช่วงที่ผ่านมา
สถาบันอุดมศึกษาหลายร้อยแห่งได้ล้มเลิกกิจการ เนื่องจากหลายแห่ง
ไม่อาจรักษาระดับมาตรฐานการให้การศึกษาไว้ได้โดยไม่ขึ้นราคาจนสูงลิ่ว
อีกจำนวนไม่น้อยมิได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวิธีดำเนินการได้ทันการณ์
ทำให้ไม่อาจดึงดูดนักศึกษาให้เข้ามาเรียนได้เพียงพอ นอกนั้นก็แปรรูปไป
เป็นวิทยาเขตของสถาบันที่มีขนาดใหญ่กว่า สถาบันที่ยังคงอยู่ต่อไปได้ในอนาคต ต้องเป็นสถาบันที่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไป และมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงการให้บริการหลักสูตร ให้มีคุณภาพสูงให้กับตลาดที่ชัดเจน


สถาบันต่างๆ จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยที่ยังคงมีความต้องการ มหาวิทยาลัยที่ประสาทปริญญาและมีนักศึกษาเรียนเต็มเวลาในบริเวณมหาวิทยาลัย แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงจะทำให้มีจำนวนนักศึกษาจำกัด ดังนั้นจะมีคนเป็นจำนวนมาก ที่เลือกการเรียนแบบผสมผสานระหว่างการเรียนในมหาวิทยาลัยกับการศึกษา ในระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ทั้งนี้ เพื่อทุ่นเวลาในการเรียนและลดการเดินทาง นอกจากนั้นจะมีนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งที่เลือกการเรียนในระบบออนไลน์ล้วนๆ


จะมีสถาบันอุดมศึกษาเพื่อมุ่งผลกำไรในแบบของ University of Phoenix มากขึ้น เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้ ตรงกว่าสถาบันอุดมศึกษาแบบดั้งเดิม


นักศึกษาจะพิจารณาเลือกสถาบันที่จะเข้าศึกษาโดยดูจาก หลักสูตร ที่มีการอำนวยความสะดวก ต่างๆ และราคาค่าเรียนมากกว่าที่จะเลือกโดย ดูตำแหน่งที่ตั้งของสถาบันเช่นที่ผ่านมา


สภาพการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และไม่จำกัดอยู่ในระหว่างสถาบัน ในสหรัฐอเมริกาหรือทวีปอเมริกาเหนือเท่านั้น แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่างสถาบันทั่วโลก ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีการจับกลุ่มเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดขึ้น ระหว่างสถาบันหลายแห่งเพื่อให้สามารถแข่งขันกับสถาบันที่อยู่นอกกลุ่มได้ดีขึ้น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในด้านความร่วมมือระหว่างสถาบัน ได้แก่ การใช้หลักสูตร ออนไลน์ในด้านการเขียนระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ หลายสิบแห่งในสหรัฐอเมริกา


ความร่วมมือและความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและธุรกิจอุตสาหกรรม
จะมีมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมจะสามารถมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้ และประสบการณ์ในการงานของตนแก่นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้มากขึ้น เนื่องจากสามารถบรรยายถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากการทำงานให้นักศึกษาผ่านทางระบบออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องออกจากสถานประกอบการของตน ขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีบริษัทที่มีสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในสังกัดของตนเองเกิดขึ้นมาก ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัทอเมริกันหลายแห่งที่มีหน่วยงานฝึกอบรมและให้การศึกษาแก่ พนักงานของตน ทีเรียกว่า "มหาวิทยาลัย" เช่น บริษัท American Express, Apple, Disney, McDonald's, Motorola และ Xerox เป็นต้น


การมีสำนักงานผลิตสื่อการเรียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์
เช่นเดียวกับการถ่ายทำภาพยนต์ในวงการบันเทิงธุรกิจในปัจจุบัน คาดว่าสื่อการสอน ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตจะมีการดำเนินการโดยสำนักผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มืออาชีพ การลงทุนในเรื่องนี้อาจมาจากสำนักพิมพ์ วงการวิทยุโทรทัศน์ กลุ่มสถาบันอุดมศึกษา หรือบริษัทร่วมทุนระหว่างหน่วยงานเหล่านี้


การจัดทำเนื้อหารายวิชาให้ตรงกับความต้องการและสอดคล้องกับพัฒนาการของ
ผู้เรียนแต่ละคน ทั้งนี้จากการที่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตาม
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ และปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนของนักศึกษาแต่ละคน ได้อย่างใกล้ชิด และสามารถมีข้อมูลป้อนกลับได้ในทันที จึงทำให้เป็นไปได้
ที่จะจัดทำบทเรียนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคนได้ ไม่ว่าจะมีผู้เรียนเป็นจำนวนมากมายเพียงใด ซึ่งหากนำแนวคิดนี้มาใช้ได้สำเร็จ จนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายก็จะเป็นการปรับเปลี่ยนจากยุค" การศึกษามวลชน
(Massification)" มาเป็นยุคของ "การศึกษามวลชนเฉพาะตัว (Mass Customization)" ได้ทีเดียว


มาตรฐานการศึกษาในระดับนานาชาติ คาดว่าจะมีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา
ที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติตามกระแสโลกาภิวัฒน์ในด้านการอุดมศึกษา
พัฒนาการนี้ชื้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานรับรองรองวิทยฐานะ
และประกันคุณภาพในระดับนานาชาติ และคาดว่าจะมีบริการการทดสอบความรู้
โดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ทั้งเพื่อประโยชน์ในการรับนักศึกษา
และการรับรองวิทยฐานะในสายวิชาชีพ ตัวอย่างของหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้
ในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ บริษัท Sylvan Prometric เป็นต้น


ข้อสรุปเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนการสอนในสหรัฐอเมริกา

การปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้น
มีการทำกันในหลายลักษณะ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน ซึ่งเป็นการปรับปรุงที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ในการเรียนรู้ของนักศึกษาโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวคือ เป็นการปฏิรูป ที่อยู่ในอำนาจของคณาจารย์ผู้สอนอยู่แล้ว ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้อย่างขนานใหญ่ ทั้งในรูปแบบและขนาดของห้องเรียน ตลอดจนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่มุ่งให้นักศึกษาพัฒนาทักษะ ความสามารถในการวิเคราะห์ สร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม เรื่อยไปจนถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ World Wide Web ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการเปิดโลกการศึกษาออกไปนอกกำแพงมหาวิทยาลัย อย่างไร้ขีดจำกัด
ทั้งหมดนี้ มีบทเรียนร่วมกันอย่างหนึ่งจากประสบการณ์การปฏิรูปการเรียนการสอน
ในสหรัฐอเมริกา นั่นคือการปฏิรูปที่มีประสิทธิผลอย่างแท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยแรงกดดัน
จากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว กระแสหลักของการปฏิรูปการเรียนการสอนต้องมาจากภายใน
สถาบันอุดมศึกษานั้นเอง โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากคณาจารย์ที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน
ใกล้ชิดกับนักศึกษาโดยตรงเป็นสำคัญ

อ้างอิง: ทิพยรัตน์ หาญสืบสาย

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

นวัตกรรมทางการศึกษา

“นวัตกรรม” หมายถึง การทำสิ่งต่างๆด้วยวิธีใหม่ๆ และยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด การผลิต กระบวนการ หรือองค์กร ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเกิดขึ้นจากการปฏิวัติ การเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน หรือการพัฒนาต่อยอด และหากจะให้ผมเล่าถึงนวัตกรรมทางการศึกษาผมก็จะใช้ประสบการณ์ของผมเป็นตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพและสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของแต่ละท่านได้

นวัตกรรมทางการศึกษาที่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ กรณีศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ เริ่มต้นจากการที่ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ อ.ปรารถนา ศรีสุข ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่เรียนวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หลักสูตรปริญญาเอกด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อ พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีความตั้งใจ และ Get things done อยู่เสมอ

หลังจากที่สอนและรู้จักกันมาระยะเวลาหนึ่ง ลูกศิษย์ผมคนนี้ก็ซึมซับแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของผม โดยเฉพาะทฤษฎี 4 L’s , ทฤษฎีทุน 8 K’s และ 5 K’s และวิธีการกระตุ้นของผม จึงเชิญผมไปเป็นที่ปรึกษาของโรงเรียนซึ่งขณะนั้นยังเป็นโรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล ได้ทำงานตามแบบทฤษฎี 3 ต. ของผม คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ตลอดมา

ผมได้กระตุ้นให้ครูและผู้บริหารใฝ่รู้ กระตือรือร้นหาความรู้ มีความสนใจแบบ Eager to learn รู้จักคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เน้นวิธีการสอนที่น่าสนใจให้นักเรียนสนใจ รวมทั้งการคิดนอกกรอบ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดโครงการใหม่ๆ ในระดับโรงเรียนตามมามากมาย ซึ่งผมถือว่าเป็นนวัตกรรมของโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ทำได้สำเร็จ

ในความเห็นของผม “นวัตกรรม” น่าจะประกอบด้วย 3 ขั้นตอน

1. ต้องมาจากความคิดใหม่และคิดเชิงสร้างสรรค์ หาความรู้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าอาจจะมีโครงการลักษณะนี้ในวงการอื่นมีประจำโดยเฉพาะภาคธุรกิจ แต่ในวงการศึกษาหลายโครงการต้องถือว่าเป็นโครงการใหม่ เพราะต้องแหวกวงล้อมประเพณีหรือวัฒนธรรมเก่าๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการคิดใหม่ อ.ปรารถนาทำสำเร็จคือสามารถให้ผู้บริหารโรงเรียนอื่น ๆ คล้อยตามซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

2. เมื่อมีความคิดใหม่แล้ว ต้องลงมือทำ เพราะถ้าคิดแต่ไม่ทำ นวัตกรรมก็ไม่เกิด ผู้บริหารของโรงเรียนสนับสนุนให้เกิดโครงการใหม่ ๆ คือมีการทำไปทำ (Action) หรือเรียกว่ามีการเริ่มให้เป็นรูปธรรม (Initiative for action)

3. ต้องทำให้สำเร็จและต่อเนื่อง โดยวัดผลว่าคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนจากมุมมองของครู ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ประโยชน์มากขึ้นจากคุณภาพการศึกษาที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น



หลังจากที่ผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนในครั้งแรก ต่อมาได้เกิดโครงการแรกตามมาคือ การพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล ( ขณะนั้น ) และองค์การบริหารจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันจัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับสูง 48 ชั่วโมง ให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ

อ.ปรารถนามีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดโครงการนี้ มีโรงเรียนบางหัวเสือฯ เป็นผู้ประสานงาน มีผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการกว่า 50 ท่าน มาร่วมเรียนรู้แนวคิดต่างๆกับวิทยากรชั้นนำเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารโรงเรียนสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ทำขึ้น เป็นประโยชน์กับหลายโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ

ปัจจุบันลูกศิษย์จากโครงการนี้หลายคนได้ขึ้นไปเป็นผู้บริหารแล้วเพราะทำงานเชิงนวัตกรรมได้ดี เช่น อ.เบญจภา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดนายโรงที่เน้นภาษาอังกฤษ

โครงการต่อเนื่องที่ตามมา คือ ไปทัศนศึกษาที่ประเทศเวียดนาม โดยการให้ผมนำคณะผู้บริหารที่เข้าร่วมการอบรมและครูไปต่อยอดการเรียนรู้ที่ประเทศเวียดนามด้วยทุนของตัวเอง โดยไม่รองบประมาณจากรัฐดังเช่นอดีต ถ้าไม่มีงบประมาณของรัฐก็ไม่ไป

แต่ครั้งนี้เกิดนวัตกรรมขึ้นมา เพราะแต่ละท่านได้ใช้งบประมาณของตัวเองในการไปศึกษาดูงาน ต่อยอดความรู้ถึงต่างประเทศ ผมได้พาไปชมโรงเรียนที่เน้นหนักทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของประเทศเวียดนาม เน้นการบริหารจัดการ ได้เห็นว่าเด็กนักเรียนเวียดนามมีความสุขในการเรียน ไม่ได้บ้าเรียนพิเศษแบบเด็กไทย ทำให้หลายท่านได้ความคิดใหม่ๆ ตามมา

หลังจากนั้นโรงเรียนก็ให้ผมนำไปทัศนศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ ได้ไปเยี่ยมชมรับฟังการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศสิงคโปร์ สนามบินชางงี และสำนักเลขาธิการของ APEC ได้แนวคิดใหม่ในการมองการศึกษาไทยในระดับโลกาภิวัตน์ว่าต้อง Think Global และ Act Local โดยเฉพาะในขณะนั้นสนามบินสุวรรณภูมิกำลังดำเนินการก่อสร้างใกล้เสร็จ การรับฟังการบริหารของสนามบินชางงี ก็ได้แนวคิดที่เปิดหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานที่อาจจะไปทำงานในสนามบิน

จากแนวคิดต่างๆ ที่ได้รับมา โรงเรียนแห่งนี้ก็ได้สร้างหลักสูตรใหม่ขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น เกิดเป็นหลักสูตรธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะโรงเรียนแห่งนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ล้อมรอบ และสนามบินสุวรรณภูมิก็อยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนจึงได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองกับท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับแรงงาน ให้มีคุณภาพมากขึ้น ได้เชิญวิทยากรจากภายนอกมาสอนในหลักสูตรนี้มากมาย

ผมมีโอกาสไปสอนเด็กมัธยมที่บางหัวเสือฯ เรื่องโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลง และการจ้างงานในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเรียนแบบมีเป้าหมาย มีการวางแผน ไม่ใช่เรียนโดยไม่ดูว่าจบแล้วจะมีงานทำหรือไม่? มีการฝึกงานภาคฤดูร้อนที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา จึงนับเป็นนวัตกรรมอีกหนึ่งชิ้น เพราะการฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา ไม่ใช่ในระดับมัธยมศึกษา

หลักสูตรนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โรงเรียนได้รับการประเมินให้ผ่านเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝัน

หลังจากนั้นโรงเรียนได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ ผลงานที่ผ่านมาทำให้มีนักเรียนเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนมากขึ้นจากจำนวนประมาณไม่ถึงพันคนเพิ่มเป็น 2 พันกว่าคน

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็มีความคาดหวังและภูมิใจในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนอย่างมากที่โรงเรียนพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งการช่วยเหลือจากนโยบายของรัฐบาลนับเป็นตัวอย่างที่ดี

นอกจากนี้ ได้ให้ผมนำคณะครูไปทัศนศึกษาที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ APEC ( Lead Shepherd of APEC HRD Working Group ) เพื่อนผมเป็นประธานมูลนิธิการศึกษาของ APEC เป็นชาวเกาหลีใต้โดยขณะนั้นประเทศเกาหลีใต้ได้ทำโครงการ APEC ICT Model school อยู่ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการสนใจในโครงการ ผมจึงได้นำโรงเรียนนี้เข้าร่วมโครงการ เป็นที่มาของ Sister School กับโรงเรียน Wadong Middle school ประเทศเกาหลีใต้ ได้นำนักเรียนเดินทางไปยังเกาหลีใต้ เพื่อทำความรู้จักสัมพันธ์ระหว่างกัน และโรงเรียน Wadong Middle school ได้นำนักเรียนซึ่งเป็น buddy เดินทางมาเยี่ยมโรงเรียนที่เมืองไทยเช่นกัน

นับว่าเป็นการทูตภาคประชาชนที่น่าสนใจมาก เป็นครั้งแรกที่โรงเรียนนี้ได้นำนักเรียนเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรียังต่างประเทศ ผมจึงถือว่าเป็นนวัตกรรมของโรงเรียนที่น่าสนใจมาก

จากนั้นได้รับเป็นโรงเรียนพระราชทาน เป็นโรงเรียนดีเด่นขนาดกลาง จากโครงการเด่นๆ ที่เป็นนวัตกรรมของโรงเรียน เพราะนวัตกรรมทำให้โรงเรียนแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก

สรุปว่า ตลอดเวลา 6 – 7 ปีตั้งแต่ผมได้รู้จักลูกศิษย์ของผมและโรงเรียนแห่งนี้ ผมได้ติดตามการทำงานของลูกศิษย์ และคณะผู้บริหารโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการมาโดยตลอด ทุกท่านทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาโรงเรียนดังนี้

v สร้างวิสัยทัศน์ของโรงเรียนด้วยการขอให้ผมในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศและที่ปรึกษาของโรงเรียนฯ นำคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนไปทัศนศึกษาดูงานในประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลี โดยไม่รอพึ่งพางบประมาณของรัฐเท่านั้น

v เปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงเรียนจากโรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิลพัฒนามาเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการได้สำเร็จ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหลายฝ่าย ทั้งชุมชน วัด และนักการเมืองท้องถิ่นนับตั้งแต่นายกเทศมนตรี เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด

สามารถทำให้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ เป็น APEC ICT SCHOOL ในสมัยที่ผมเป็นประธานคณะทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์ของเอเปค ช่วง ปี 2004 – 2006 ทำให้เด็กไทยกับเด็กเกาหลีใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และวัฒนธรรมซึ่งกันและกันโดยใช้อินเตอร์เน็ต

v การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เน้นการมีงานทำ คือ ให้นักเรียนในระดับมัธยมปลายได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจและการจ้างงาน เช่น ให้มีการเรียนรู้เรื่องการตลาด การเงิน การเป็นผู้ประกอบการ ฯลฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการเรียนรู้ในยุคใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน

โดยสรุปแล้วทั้งหมดนี้เป็นกรณีศึกษาของผู้นำในโรงเรียน ผู้บริหาร และคณาจารย์ที่คิดและทำงานนอกกรอบ สร้างนวัตกรรม และวันนี้ประโยชน์ส่งไปถึงนักเรียนและเยาวชนที่เป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศ”

บทบาทของผมกับการพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางให้หลายโรงเรียน หลายองค์กรทางการศึกษาได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ให้เกิดการพัฒนาในวงกว้างต่อไป เพราะการเป็นทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ไม่ใช่แค่ช่วยธุรกิจให้เก่งและดีเท่านั้น สามารถช่วยโรงเรียนเล็ก ๆ แต่มีอาจารย์ปรารถนาซึ่งสามารถทำงานร่วมกับ ผอ.กิตติศักดิ์ ชาญอักษร ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรขับเคลื่อนองค์กรการศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศได้

คำถามก็คือในระบบการศึกษาเราจะสร้าง “ครูปรารถนา” ให้มีจำนวนมากขึ้นได้อย่างไร เพราะสิ่งที่ครูปรารถนาทำเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างผมเข้ามาให้คำปรึกษาเรียกว่าเป็นระบบ Outside in และดำเนินการสำเร็จโดยเอาชนะอุปสรรคมากมายในระบบราชการของโรงเรียน ซึ่งล่าสุด ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ก็ได้เห็นผลงานเหล่านี้ และพูดไว้ว่า “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพราะมีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ระดับชาติและระดับนานาชาติมาช่วยอย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปีแล้ว ทำให้เห็นว่าการศึกษาไทยยุคใหม่ต้องสร้างและบริหารเครือข่ายให้ได้”

และที่เป็นเกียรติและความภาคภูมิใจสูงสุดของโรงเรียนแห่งนี้คือการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนเป็นการส่วนพระองค์

แนะนำตัว

ธิดารัตน์ อมรพงษ์มงคล
รหัสนักศึกษา52561802001 รุ่น10 บริหารการศึกษา